Organic Royal Jelly Night Cream and Day Cream 50 ml

ราคา  1,100 บาท

Organic Royal Jelly Night Cream and Day Cream 50 ml

ที่สุดแห่งการบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์พรีเมียมเกรดนำเข้าจากประเทศอังกฤษ ด้วยสารสกัดจากนมผึ้งที่มีคุณประโยชน์มากมายในการดูแลผิวพรรณ ลดริ้วรอยเสริมการสร้างเส้นใยคอลลาเจนกับเซลล์ผิว ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส สีผิวเรียบเสมอกัน เพิ่มความชุ่มชื้น โดยที่ไม่เหนียวเหนอะนะ รักษาแบบตรงจุดในเรื่องสิว และการเกิดฝ้า กระ บนใบหน้า มีการนำไปใช้ในคลีนิคผิวหนังอย่างแพร่หลายในหลายประเทศของยุโรป เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดเราจึงแนะนำการใช้ทั้งแบบกลางวัน และแบบกลางคืน เพราะฝ่ายวิจัยได้มีการออกแบบให้เหมาะสมกับผิวพรรณอย่างแท้จริง มีรายงานการใช้ในผิวคนเอเชียว่าใช้ได้ดีไม่มีผลแตกต่างกับคนยุโรปและอเมริกา สามารถใช้ทาได้ทุกสัดส่วนของร่างกายที่เป็นผิวหนังเพื่อการดูแลและรักษาเฉพาะ

นมผึ้ง (Royal Jelly) หรือ วุ้นนางพญา

เป็นผลิตภัณฑ์จากรังผึ้ง มีลักษณะเป็นของเหลวข้น สีขาวครีม รสค่อนข้างเผ็ดเล็กน้อย ผลิตจากต่อม Hypopharyngeal ที่อยู่ในส่วนหัวของผึ้งงาน ซึ่งเป็นผึ้งที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูตัวอ่อนและป้อนอาหารให้แก่นางพญา นมผึ้งที่สร้างผลิตขึ้น จะกลายเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงราชินีและตัวอ่อนของผึ้ง ซึ่งจะช่วยบำรุงให้ราชินีมีอายุยืนยาวและตัวอ่อนผึ้งเติบโตแข็งแรงต่อไป นมผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่เกิดตามธรรมชาติ ซึ่งผึ้งแต่ละรังจะผลิตนมผึ้งในปริมาณน้อย นมผึ้งจึงมีราคาสูง

***คุณสมบัติและประโยชน์ที่ได้จากครีมสกัดจากนมผึ้ง
1. ลดอาการสิวอักเสบ สิวเสี้ยน สิวผดผื่น และฆ่าเชื้อสิว มีรายงานการวิจัยยืนยันว่าเห็นผลจริง
2. สามารถชะลอและป้องกันสิวอุดตัน
3. ป้องกันการเผาไหม้จากแสงแดด
4. สร้างและลดการทำลายคอลลาเจนชั้นใต้ผิวหนัง
5. เพิ่มความชุ่มชื้อให้แก่เซลล์ผิว ทำให้รู้สึกหน้าเนียนนุ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้เลยค่ะ
6. ป้องกันการเกิดรอยดำจากสิว
7. ปรับผิวหน้ากระจ่างใส ผิวพรรณดีดูอ่อนกว่าวัยและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ
8. ลดฝ้า กระ และจุดด่างดำ
9. กระชับรูขุมขน

ต่อไปนี้เป็นบทความวิชาการที่กล่าวถึงนมผึ้งว่าเป็นมาแบบไหน เราเริ่มมาทำความรู้จักกัน

นมผึ้งเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงดูตัวอ่อนของผึ้ง และผึ้งนางพญา ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผลิตขึ้นโดยผึ้งงาน (Apis mellifera) หรือ ผึ้งนางพยาบาล (nurse bees) ในช่วงอายุ 7 วัน ซึ่งผึ้งงานเป็นผึ้งเพศเมียเช่นเดียวกับผึ้งนางพญา นมผึ้งจะขับออกจากจากต่อมไฮโปฟาริงค์ (hypo-pharyngeal gland) และต่อมน้ำลาย (mandibular gland) ที่อยู่บริเวณส่วนหัวของผึ้งงาน (Antinellia et  al., 2003) ซึ่งนมผึ้งจะถูกสร้างขึ้นจากที่ต่อมไฮโปฟาริงค์มากกว่าที่ต่อมน้ำลาย นอกจากนี้ต่อมน้ำลายยังสามารถสร้างกรด 10-hydroxy-2-decenoic (10-HDA) และกรดไขมันอื่นๆ อีกด้วย (Townsend & Lucus, 1940) ผึ้งงานจะคายนมผึ้งออกจากปากใส่ลงในหลอดรวงตัวอ่อน (brood cells) นอกจากนั้นผึ้งงานจะป้อนนมผึ้งให้แก่ผึ้งนางพญาตั้งแต่เป็นหนอนตัวอ่อนจนกลายเป็นผึ้งนางพญาที่สมบรูณ์  ผึ้งทั่วไปได้รับนมผึ้งเพียงแค่ 3 วันแรก ซึ่งมีเฉพาะตัวอ่อนที่เจริญไปเป็นผึ้งนางพญาเท่านั้นที่ได้รับนมผึ้งตลอดชีวิต (พิชัย และสมนึก, 2537) เหตุนี้จึงถูกเรียกว่า อาหารทิพย์ วุ้นทิพย์ วุ้นราชินี อาหารราชินี หรือ อาหารนางพญา (ประไพศรี, 2537)

+ องค์ประกอบของนมผึ้ง +

นมผึ้งมีองค์ประกอบหลัก คือ น้ำ โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และพื้นที่ในการเลี้ยงผึ้ง (Takekana, 1982; Ratanavalachai, 2002) นอกจากนี้นมผึ้งยังมีวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน และสารชีวโมเลกุล (Miyata  et al., 2004; Nagai & Inoue, 2004; Simuth et al., 2004; Stocker et al., 2005) ส่วนประกอบของนมผึ้งจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่จะเป็นนางพญาผึ้ง หากเก็บรักษานมผึ้งไว้ไม่ดีเท่าที่ควร จะส่งผลให้ส่วนประกอบต่างๆ ของนมผึ้งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นมผึ้งมีค่า pH ประมาณ 3.6-4.2 มีฤทธิ์เป็นกรด และมีองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมีน้ำอยู่ประมาณ 50-75% ของน้ำหนักเปียก รองลงมาเป็นส่วนของโปรตีน และน้ำตาล ซึ่งจะมีมากที่สุด (Krell, 1996) มีโปรตีนประมาณ 12-15% โดยเฉลี่ยของนมผึ้ง (Takenaka, 1982) ประกอบด้วยโปรตีนที่ละลายในน้ำได้ (water soluble protein) และไม่ละลายในน้ำ (water – insoluble protein) โดยโปรตีนที่ละลายในน้ำได้มีมากกว่า 46-89% ของโปรตีนทั้งหมดในนมผึ้ง (Chen and Chen, 1995; Takenaka and Echigo, 1983) จะมีสารจำพวกไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเป็นโปรตีนหลัก 6 ชนิด และไกลโคโปรตีน 4 ชนิด มีกรดอะมิโนอิสระเฉลี่ย 2.3% และเปปไทด์ (peptide) 0.16% ของสารประกอบไนโตรเจน (Krell, 1996; Schmitzova et al., 1998)

นมผึ้งมีกรดอะมิโน และอนุพันธ์ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ (Krell, 1996) คือ histidine (His), serine (Ser), arginine (Arg), glycine (Gly), aspartic acid (Asp), glutamic acid (Glu), threonine (Thr), alanine (Ala), hydroxylysine (Hylys), proline (Pro), cysteine (Cys), lysine (Lys), tyrosine (Tyr), methionine (Met), valine (Val), isoleucine (Ile), leucine (Leu), phenylalanine (Phe), taurine (Tau), g-aminobutyric (GABA), aminoisobutyric acid (AABA), ornithine (Orn), glutamine (Gln), asparagines (Asn), hydroxyproline (Hypro) และ tryptophan (Trp) (Wu et al., 2009)
ซึ่งกรดแอสพาร์ติกเป็นกรดอะมิโนหลักที่จำเป็นสำหรับการเจริญของเนื้อเยื่อ และสร้างถึง 16.1% ของปริมาณโปรตีนในนมผึ้ง และพบว่าทั้งกรดแอสพาร์ติก และกรดกลูตามิคแสดงบทบาทสำคัญมากในการเป็นศูนย์กลางการทำงานของเอนไซม์ (enzyme active centers) เหมือนเป็นการรักษาความสามารถในการละลาย (solubility) และลักษณะไอออนของโปรตีน (Krell, 1996)

ในนมผึ้งยังประกอบด้วยเอนไซม์ ได้แก่ เอนไซม์กลูโคสออกซิเดส (glucoseoxidase) ฟอสฟาเตส (phosphatase) คอลีนเอสเทอเรส (cholinesterase) (Krell, 1996) ยังพบว่านมผึ้งมีสารที่คล้ายอินซูลิน (insulinlike peptide) (Kramer et al., 1980 และ 1982) และพบว่ามีเปปไทด์ที่มีกรดอะมิโนที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบรูณ์ ได้แก่ รอยัลไลซีน (royalizin) ประกอบด้วยเรซีดิวส์ของกรดอะมิโน (amino acid residues) 51 โมเลกุล เชื่อมด้วยพันธะไดซัลไฟด์ (disulfide bond) 3 พันธะ ซึ่งเป็นโปรตีนที่สมบัติเป็นสารต้านจุลินทรีย์ (antimicrobial protein) (Fujiwara et al., 1990) อะไพซิน(apisin) (Watanabe et al., 1996, 1998) และรอยัลแลคซิน (royalactin) (Kamakura et al., 2001)

ฮอร์โมนที่พบในนมผึ้ง ได้แก่ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) ตรวจพบปริมาณน้อยมาก ประมาณ 0.012 g/g นมผึ้งสด (Krell, 1996) และฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน (progesterone) ประมาณ 0.003 g/g นมผึ้งสด (Tangpraprutgul, 1993)

น้ำตาลในนมผึ้งมีอยู่ประมาณ 6-18% ของนมผึ้งสด หรือ 18-52% (น้ำหนักแห้ง) มีน้ำตาล ฟรุกโตส และกลูโคสเป็นส่วนมาก (90% ของน้ำตาลทั้งหมด) ยังพบน้ำตาลชนิดอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณเพียงเล็กน้อย คือ น้ำตาลมอลโตส (maltose) ทรีฮาโลส (trehalose) เมลิไบโอส (melibiose) ไรโบส (ribose) และเออโลส (erlose) (Krell, 1996) ซึ่งไม่พบน้ำตาลแลคโตสในนมผึ้งสด (Sesta, 2006)

+ ประโยชน์ของนมผึ้ง +

1. คุณค่าทางโภชนาการของนมผึ้ง
นมผึ้งเป็นแหล่งของสารอาหารที่ครบถ้วน มีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ รวมถึงสารประกอบชีวเคมี เช่น เอนไซม์ เป็นต้น ได้มีการเปรียบเทียบสารอาหารของน้ำนมวัวกับนมผึ้ง พบว่านมผึ้งมีปริมาณโปรตีนมากกว่านมวัวประมาณ 5 เท่า มีคาร์โบไฮเดรตมากกว่าประมาณ 3 เท่า และมีปริมาณวิตามินที่มากกว่าในนมวัว (วัฒนะ, 2546)

2. คุณค่าทางการแพทย์ และทางยารักษาโรค
ได้มีการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยา พบว่านมผึ้งมีคุณประโยชน์ ดังนี้
นมผึ้งมีกรด 10 hydroxy-2-decenoic หรือ 10-HDA มีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่ากรด 10-HDA มีฤทธิ์ต้านการเจริญของแบคทีเรียหลายชนิด ซึ่งฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียมักพบในกรดไขมันที่มีคาร์บอน 6 อะตอม จะมีฤทธิ์สูงสุด และกรด 10-HDA มีฤทธิ์สูงกว่ากรดไขมันตัวอื่นที่มีจำนวนคาร์บอนอะตอมเท่ากัน โดยกรด 10-HDA มีประสิทธิภาพประมาณ 75% ของเพนนิซิลิน (penicilin) ฤทธิ์นี้จะหมดไปถ้าเก็บรักษานมผึ้งที่อุณหภูมิห้องนาน 30-40 วัน (ประไพศรี, 2537) กรด 10-HDA สามารถต้านการเจริญของแบคทีเรียทั้งแกรมบวก และแกรมลบ รวมทั้งเชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป เช่น Proteus Vularis หรือ Pseudomonas aeruginosa ฤทธิ์การต้านแบคทีเรียของนมผึ้งจะสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเก็บนมผึ้งออกจากรัง หลังจากนั้นฤทธิ์จะลดลงสู่ระดับคงที่ (ตรีทิพย์, 2528)

นอกจากนั้นยังพบว่านมผึ้งมีฤทธิ์ในการต้านสารกัมมันตรังสี และต้านการเจริญ และช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็ง (Bincoletto  et  al., 2005; Majtan  et  al., 2006) ลดอาการอักเสบของเซลล์มะเร็ง (Townsend et al., 1960) และจากการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายมาก พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับนมผึ้งมีการอักเสบรอบก้อนมะเร็งน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) ซึ่งหมายถึง สารที่ไม่ก่อเกิดขบวนการทางเภสัชในการรักษา มีลักษณะปรากฏภายนอกเหมือนยาจริง (ยาที่ออกฤทธิ์ตามกลไกเภสัชศาสตร์) แล้วนำมาใช้ในการแพทย์ ซึ่งเป็นยาที่ใช้มากในการศึกษาวิจัย ถูกใช้เป็นตัวอ้างอิงเปรียบเทียบเพื่อควบคุมการทดลองทางคลินิกเพื่อทดสอบยา เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพของยาจริง (Hart, 1999)

อะเซทิลคอลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของประสาทในมนุษย์ มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดจึงสามารถช่วยลดความดันเลือดได้ (Shimoda et  al., 1978)

สารมีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน (insulinlike peptide) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (Fujii et  al., 1990) มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

กรดซีบาสิด (sebacid acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อราที่ผิวหนัง และสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (อิทธิพล, 2545)

ไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ช่วยให้ผิวหนังสดใส และไร้สิวฝ้า (สุภาภรณ์, 2539) ส่วนไอโนซิทอล (inositol) ซึ่งช่วยขจัดไขมันตกค้างในตับ ลดคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด (Nakajin et al., 1982) และยังเป็นสารต้านความเครียด และช่วยบำรุงรักษาเส้นผม ช่วยเสริมการสร้างคอลาเจน (Miyata et al., 2004)

นอกจากนี้นมผึ้งยังมีคุณสมบัติในการเสริมการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง (Mishima et al., 2005; Husein & Haddad, 2006; Kridli & Al-Khetib, 2006) เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมและป้องกันภาวะกระดูกพรุน ช่วยสร้างเม็ดเลือดและความแข็งแรงของกระดูกในเด็กเล็ก และคนสูงอายุ จะเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และช่วยการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น ช่วยดูดซับอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น (Hidaka et al., 2006) และช่วยรักษาบาดแผล และป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร

จากการศึกษาในระบบทางเดินอาหารของหนูทดลอง พบว่าลดอัตราการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูได้ (Fujii et al., 1990) มีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Buratti et al., 2007; Jamnik et al., 2007; Nagai et al., 2006)

+ ปริมาณการบริโภคนมผึ้งต่อวัน +
องค์การ FDA (Food and Drug Adminidtration) เท่านั้นที่มีสิทธิ์บังคับควบคุมในประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) สามารถกำหนดเงื่อนไขของปริมาณการบริโภคแต่ละวัน (dose, dosage) ของอาหารเสริม ซึ่งองค์การ FDA กำหนดให้นมผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (FDA, 2007) และจนถึงทุกวันนี้พบว่านมผึ้ง และผลิตภัณฑ์อื่นจากผึ้ง ยังไม่มีการกำหนดปริมาณการบริโภคในแต่ละวันด้วยองค์การ FDA

ดังนั้นจึงไม่มีการแนะนำถึงปริมาณบริโภคในแต่ละวันของนมผึ้ง และผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ซึ่งผู้ที่บริโภคนมผึ้งเป็นการใช้เพื่อประโยชน์บำรุงสุขภาพเหมือนเป็นอาหารเสริม จากการายงานข้อมูลที่มีการกำหนดปริมาณการบริโภคแต่ละวันนั้นเป็นเพียงการสะสมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของนมผึ้ง และอาหารเสริมอื่นๆ ซึ่งไม่ได้พิจารณาจากองค์การ FDA จึงไม่สามารถตีพิมพ์ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่แก่ผู้บริโภคได้ (Taylor, 2009)

จากรายงานการวิจัยพบว่าการรับนมผึ้งเป็นเวลา 1-2 เดือน โดยการกลืนหรืออมใต้ลิ้นให้นมผึ้งละลายในปริมาณ 200-500 mg/วัน ซึ่งนมผึ้งจะทำหน้าที่เหมือนเป็นยาบำรุง และยากระตุ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพของมนุษย์ (Krell, 1996) จากการรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าปริมาณบริโภคการนมผึ้งสดต่อวันในผู้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ซึ่งปริมาณต่ำสุด คือ 100-300 mg/วันปริมาณปานกลาง 500 mg/วัน และในกรณีที่สาหัสหรือเร่งด่วนใช้ปริมาณ 800-1,000 mg/วัน ส่วนในเด็กจะขึ้นอยู่กับอายุ โดยจะใช้แค่ 1/2 หรือ 1/4 ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ใช้ ส่วนปริมาณการบริโภคนมผึ้งผงด้วยการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ซึ่งปริมาณที่ใช้ คือ 1/3 ของปริมาณการบริโภคนมผึ้งสดที่ได้กล่าวมาข้างต้น (Donadieu, 1983) และปริมาณการบริโภคนมผึ้งผสมน้ำผึ้ง ซึ่งจำนวนของน้ำผึ้งที่เติมจะขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของนมผึ้ง โดยปกติเติมน้ำผึ้ง 1-3% ของนมผึ้งสด ปริมาณการบริโภคต่อวัน จะบริโภคหนึ่งช้อนชาหรือประมาณ 100-300 mg (Donadieu, 1983; Krell, 1996)

 

ภัทร ID Line : budhra / โทร 088-1947515