NAC N-Acetyl Cysteine 600 mg ( Puritan’s Pride )

NAC N-Acetyl Cysteine 600 mg ( Puritan’s Pride )

ราคา 490 บาท

อาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ ออกฤทธฺิ์ทำให้ Glutathione ดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีขึ้นโดย ซ่อมแซมเซลล์ ส่งเสริมการทำงานตับ เสริมระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับการดูแลผิวพรรณจึงนิยมใช้ร่วมกับวิตามินซีเพื่อชักนำสารกลูต้าไธโอนในร่างกายให้มีการสร้างโดยไม่ถูกทำลาย เพื่อบล็อกเม็ดสีเมลานิน สีผิวของร่างกายจึงเกิดความกระจ่างและขาวขึ้น

 

NAC N-Acetyl Cysteine 600 mg ( Puritan’ s Pride )

หนึ่งในยาประเภทอาหารเสริมอะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) ในประเทศไทยใช้เป็นยาบรรเทาอาการไอแต่บางประเทศ ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารเสริมบางชนิด เพราะเชื่อว่ายานี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยส่งเสริมการทำงานของตับได้

ที่สำคัญ เป็นสารตั้งต้น กระตุ้นให้ร่างกายสร้างกลูต้าได้เอง รวมถึงการสร้างสารซ่อมแซมเซลล์ และ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย และยังช่วยล้างสารพิษในตับอีกด้วย
การรับประทาน NACจะสามารถเพิ่มระดับของกลูต้าไธโอนในร่างกายได้มากกว่าการทานกลูต้าไธโอน
เข้าไปเนื่องจากจำนวนมากกว่าครึ่งของกลูต้าไธโอนที่ทานเข้าไปจะถูกทำลายในทางเดินอาหารที่มีสภาวะเป็นกรด (มีการสูญเสียไปถึง 85% แต่ว่าการทาน NAC เข้าไปจะมีการสูญเสียไปเพียงแค่ (15% เท่านั้น)  หากการสร้างสารนี้ผิดปกติหรือไม่สร้าง จะทำให้เสียชีวิตใน1-2 เดือนหลังคลอดได้

NAC N-Acetyl Cysteine 600 mg ( Puritan’ s Pride )

 

ยาอะเซทิลซิสเทอีนมีผลไม่พึงประสงค์ไหม?

ผลไม่พึงประสงค์
หรือ ผลข้างเคียงจาก ยาอะเซทิลซิสเทอีน เช่น
ความดันโลหิตในปอดและในหัวใจห้องล่างขวาเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้หลอดลมเกร็งตัว
หายใจลำบาก รู้สึกระคายเคืองในทางเดินอาหาร ง่วงนอน มีไข้ ปากอักเสบ และ/หรือ
ผื่นคัน
ยาอะเซทิลซิสเทอีนมีปฏิกิริยากับยาตัวอื่นไหม?

การใช้ยาอะเซทิลซิสเทอีนร่วมกับยาลดน้ำตาลในเลือด
(ยาเบาหวาน) บางกลุ่ม อาจส่งผลให้ความเข้มข้นของยาลดน้ำตาลในเลือดมีปริมาณสูงขึ้น
จนทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปและผู้ป่วยอาจจะหมดสติได้ กลุ่มยาลดน้ำตาลในเลือด
เช่น ยาอินซูลิน

มีข้อควรระวังในการใช้ยาอะเซทิลซิสเทอีนย่างไร?

ข้อควรระวังในการใช้
ยาอะเซทิลซิสเทอีน ได้แก่
ระวังการใช้ยาในสตรีมีครรภ์และให้นมบุตรด้วยยังไม่มีการยืนยันรับรองความผิด
ปกติของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะช่วงระยะ 3
เดือนแรกของครรภ์

  • ระวังการใช้ยาในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืด
    ด้วยยาอะเซทิลซิสเทอีน อาจทำให้หลอดลมเกร็งตัว และหายใจลำบาก
  • ระวังใช้ยาในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด
    ด้วยยาอะเซทิลซิสเทอีน อาจทำให้ความดันโลหิตในหัวใจเพิ่มสูงขึ้น
  • ควรปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ

รู้ไว้ใช่ว่า 

สาร Glutathione สำหรับทำให้ผิวขาวที่กำลังเป็นที่นิยม
โดย: นพ. สมนึก อมรสิริพาณิชย์

สารตัวนี้มีลักษณะ เป็นอณูของโปรตีนที่เกิดจาก กรด อะมิโน 3 ชนิด มาประกอบกันคือ Cysteine Glutamate และ Glycine โดยปกติเซลล์ในร่างกายสามารถสร้างเองได้ จากกระบวนปฏิกิริยา ชีวเคมีในเซลล์ทั่วไป แต่ที่ทำงานสร้าง สารนี้มากที่สุดก็คือ ที่ตับของเรา การสร้างสารนี้ต้องอาศัย เอนไซม์ อย่างน้อย 2 ชนิด ดังนั้น หากมียีนผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์ ทั้ง2 ชนิดนี้ก็จะไม่สามารถสร้างสารตัวนี้ได้ สารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารอณุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซม เซลล์ และ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย หากการสร้างสารนี้ผิดปกติหรือไม่สร้าง จะทำให้เสียชีวิตใน1-2 เดือนหลังคลอดได้

สารชนิดนี้เมื่อถูกสร้างก็จะถูกใช้ไปเป็นลำดับ หาก การใช้มีมากก็ต้องทดแทนมากขึ้นโดยการสร้าง ถ้ามีการวัดสาร Glutathione ว่าถูกใช้ไปเท่าไรก็จะสามารถบ่งบอกสภาวะความเครียดของร่างกายได้

การให้สาร Glutathione ทดแทนและเสริมนั้นสามารถทำได้โดยการรับประทาน สารที่เป็นวัตถุดิบคือ N-acetyl cysteine หรือรับประทานอาหาร ที่มีสารวัตถุดิบหลักนี้ตามธรรมชาติ เช่น รับประทาน yogurt, granola, duck, oatmeal flakes, toasted wheat germ, cottage cheese

แต่การกินสาร Glutathione โดยตรงจะไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร

ความนิยมทีใช้สาร Glutathione เพื่อให้ผิวขาวขึ้นนั้น อาจจะมาจาก ความพยายามที่จะให้สาร Glutathione ไปยับยั้งการสร้าง เม็ดสี เพราะสาร Glutathione สามารถกดการทำงานของของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว แต่ทำไมถึงต้องนำมาฉีดกัน คำตอบง่ายๆก็คือ พยายามทำให้ซับซ้อนขึ้นจะได้ต้องมาพบแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นเอง เพราะ เราสามารถรับประทานอาหารที่เสริมสร้าง Glutathione ได้โดยตรงหรือ สามารถรับประทาน N-acetyl cysteine เสริมก็ได้ มีราคาประหยัดว่า และ ปลอดภัยกว่า

โทษของการฉีดสาร Glutathione มีหรือ ไม่ น่าจะต้องมีเพราะ ปฏิกิริยาในการสร้าง สารนี้ถูกจำกัดด้วยเอนไซม์โดยตรงที่ต้องหยุดสร้างเพื่อรักษาสมดุล ดังนั้นสารนี้จึงห้ามมีมากเกินไปในธรรมชาติ หากจะอ้างเรื่องการฉีดเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย คงต้องมีการเจาะวัดระดับ สารตัวนี้ว่าอยู่ในระดับที่สมดุลหรือไม่เป็นการควบคุมโดยตรงในทุกครั้งที่มีการฉีดจึงจะมีเหตุผล

การฉีดสารนี้มีการทำกันเฉพาะกรณี ฉุกเฉินและเป็นกังวลต่อชีวิต เช่น การฉีดเพื่อรักษากล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดเพราะมีเส้นเลือดอุดตัน หรือ ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ระหว่างการผ่าตัดทำ cardiopulmonary bypass ทั้งนี้เพราะสาร Glutathione สามารถกระตุ้นการสร้าง Nitric oxide ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดได้ แต่การขยายตัวของเลือดจะทำให้เกิดความดันต่ำและทำให้หัวใจเกิดปัญหาได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกร็ดเลือดไม่จับตัวกันทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ

มีผู้รู้หลายท่าน มีความกังวลว่าหากมีสาร Glutathione ในร่างกายมากเกินไปจะสามารถทำให้มะเร็งลุกลามได้เร็วกว่าปกติ เพราะเลือดสามารถไปเลี้ยงมะเร็งได้มากขึ้น และกระบวนการทำลายมะเร็งก็จะลดประสิทธิภาพลง