L-Carnitine & Raspberry Ketones / 60 Capsules ( Puritan’s Pride )

ราคา 750 บาท Out of stock

สองแรงบวกกับตัวเผาผลาญไขมัน ที่จัดว่าเป็นโปรดรัก 5 ดาวของหมวดควบคุมน้ำหนัก ที่มีส่วนผสมของราสเบอรี่ที่ใครๆก็รู้จักกับสารสกัด L-carnitine ประสิทธิภาพสูง

แอลคาร์นิทีนL-carnitine

แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) ถูกค้นพบเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียที่ชื่อว่า “Gulewitsch” และ “Krimberg” ทำหน้าที่เป็นสารอาหารเพื่อขนส่งกรดไขมันโมเลกุลยาวเข้าไปในศูนย์กลางของการผลิตพลังงานของเซลล์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “ไมโตครอนเดรีย”

 

L-Carnitine คืออะไร?

L-Carnitine คือสารที่มีลักษณะคล้ายกรดอะมิโนและวิตามินบี ซึ่งสามารถอยู่ได้ทั้งชนิดของ D- และ L- isomers (Isomers คือ สารประกอบที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่มีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ต่างกัน เนื่องจากตำแหน่งของอะตอมในโมเลกุลต่างกันแต่มีเพียง L-Isomers เท่านั้น ซึ่งเป็น L-Carnitine ที่พบในธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพตามแนวชีววิทยา ในขณะที่ D-form จะไม่มีปฏิกิริยาทางชีววิทยา และเนื่องจากมีผลในทางลบ จึงมีการห้ามจำหน่าย D- Carnitine และ D, L-Carnitine ในสหรัฐอเมริกา

แอล-คาร์นิทีนช่วยเปลี่ยนไขมันในร่างกายให้เป็นพลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ในการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ร่างกายสามารถผลิตแอล-คาร์นิทีนได้ในตับและไต และเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย หัวใจ สมอง และสเปิร์ม

งานวิจัยทางการแพทย์ ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้  แอล-คาร์นิทีน L-carnitine ในกรณีผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงจนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้ ซึ่งหลังจากใช้ แอลคาร์นิทีน ขนาด 2 กรัม/วัน อาการดังกล่าวก็หายไป หรือในหมู่นักกีฬา สามารถเพิ่มแรงสำหรับการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน นอกจากนี้การใช้ L-carnitine ยังช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น

บทบาทของการลดน้ำหนักและลดไขมันสะสม ดูเหมือนว่า L-carnitine จะเป็นคำตอบที่ดีของคุณๆ ที่ต้องการจะลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ มีการทดลองนำเอาเซลล์ไขมัน (Adipose Tissue) ของคนอ้วนมาวิเคราะห์ พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี Carnitine เหลืออยู่เลย กลไกการลำเลียงไขมันเพื่อนำไปใช้ หากถูกขัดขวางด้วยวิธีใดก็ตาม จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้ แต่หากให้สารชนิดนี้เพิ่มเข้าไป จะทำให้อัตราการเผาผลาญของไขมันสะสมมากขึ้น

มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนผลการลดไขมันสะสมในคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 กรัมต่อวัน อีกกลุ่มให้ยาหลอก (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัดอาหารให้มีแคลอรีเท่าๆ กัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือน จึงวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ ซึ่งปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงด้วย

กลไกการทำงานของกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีน 

การศึกษาทางการแพทย์พบว่า ร่างกายจะนำเอากรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) ที่อยู่ในกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อสร้างเป็นพลังงานสำหรับการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ซึ่งความสามารถของเซลล์ในการนำเอากรดไขมันอิสระที่อยู่ในกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับสารประกอบทางเคมีตัวหนึ่งที่มีสูตรโครงสร้างหลักเป็นกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีน โดยสารเคมีเชิงซ้อนดังกล่าวจะอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ และเยื่อหุ้มไมโตคอนเดรีย(Mitochondria Membrane) และมีหน้าที่ในการนำพาโมเลกุลของไขมันอิสระเข้าสู่เซลล์และเข้าสู่ไมโตคอนเดรีย

บางครั้งจึงเรียกสารประกอบเชิงซ้อนที่มีโมเลกุลของกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนเป็นโครงสร้างหลักนี้ว่า โปรตีนตัวพา(Carrier Proteins) และพบว่าหากเยื่อหุ้มเซลล์หรือร่างกายมีระดับของกรดอะมิโนแอลคาร์นิทีนในปริมาณต่ำ ก็จะส่งผลทำให้กระบวนการในการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้อยประสิทธิภาพตามไปด้วย และเมื่อกระบวนการดังกล่าวด้อยประสิทธิภาพลงก็ย่อมส่งผลต่อกระบวนการสร้างพลังงาน ทำให้เกิดอาการอ่อนเปลี้ยหมดแรงในรายผู้สูงอายุ

แอลคาร์นิทีน ที่นำมาใช้นั้นมีหลายลักษณะ เช่นผลิตภัณฑ์บรรจุเม็ดและสารน้ำ เป็นต้น โดยนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมที่ออกมาใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้นมีอยู่ 3 รูปแบบ

  • รูปแบบ 1  คือ แอล-คาร์นิทีน (LC) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและมีราคาถูกที่สุด
  • รูปแบบ 2 คือ แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine(LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่นำมาใช้ ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง
  • รูปแบบ 3 คือ แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน[L-propionylcarnitine(LPC)] ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและใช้ได้ผลดีกับโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือด

 

แอลคาร์นิทีนกับการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา (L-Carnitine for Exercise and Recovery)

มีการนำ แอล-คาร์นิทีน มาใช้ในวงการกีฬามากมาย เนื่องจากเพิ่มความทน (Endurance) ในการเล่นกีฬาได้มากขึ้น ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาที่มากขึ้นเช่นกัน แอล-คาร์นิทีน ได้ถูกยอมรับทั่วโลกว่าใช้ได้ในกีฬาทุกประเภท โดยไม่ผิดกฏหมาย และไม่จัดเป็นสารกระตุ้นประเภทยาเสพติด (Dope) (2กรัม/วัน วันละ 1 – 2ครั้ง เป็นเวลา 28 วัน)

แอลคาร์นิทีนL-Carnitine กับการควบคุมน้ำหนัก

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้ แอล-คาร์นิทีน ในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักเกินเพิ่มมากขึ้น และมีรายงานการวิจัยมากมายที่ยืนยันสมมุติฐานที่ว่า แอล-คาร์นิทีน สามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ (รวมทั้งค่า BMI ลดลงด้วย) โดย แอล-คาร์นิทีน จะไปช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีพลังงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า แอล-คาร์นิทีน ยังช่วยลดในเรื่องความอยากอาหารได้อีกด้วย (2กรัม/วัน) วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์)

ประโยชน์L-Carnitine

* ช่วยลดน้ำหนัก: การใช้แอล-คาร์นิทีนร่วมกับการควบคุมการรับประทานอาหารประเภทแป้ง และไขมัน จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ โดยไม่ก่อให้เกิด  yo-yo effect

* โรคหลอดเลือดหัวใจ: การใช้แอล-คาร์ นิทีนควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น และยังช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้อีกด้วย

* โรคปวดขาเป็นระยะเนื่องจากการขาดเลือด: สาเหตุ ของโรคปวดขาเป็นระยะเนื่องจากการขาดเลือด เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงมีการอุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณขาไม่เพียงพอ มักจะมีอาการแสดงคือ ปวดเกร็ง หรือเป็นตะคริวที่ขาในขณะที่เดินหรือออกกำลังกาย มีการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ การได้รับแอล-คาร์นิทีนเสริมจะทำให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการออกกำลังกายได้ นานขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น

* โรคตับอันเกิดจากแอลกอฮอล์: การใช้แอล-คาร์นิทีนจะช่วยลดการสะสมของไขมันในตับ ซึ่งเป็นการป้องกันและฟื้นฟูตับที่ถูกทำลายจากแอลกอฮอล์

* โรคความจำเสื่อมหรืออาการหลงลืม: การใช้แอล-คาร์นิทีนในผู้สูงอายุ จะช่วยชะลอ หรือบรรเทาอาการของโรคความจำเสื่อม หรืออาการหลงลืมได้

* กลุ่มอาการอ่อนแรงเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ (Chronic Fatigue Syndrome): ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ เมื่อได้รับแอล-คาร์นิทีนเสริมเป็นระยะเวลานาน 4-8 สัปดาห์ จะช่วยให้มีอาการดีขึ้นได้

* การเป็นหมันในผู้ชาย: การใช้แอล-คาร์นิทีนจะช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์ม และทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้น

* ระดับไขมันในเลือดสูง: การใช้แอล-คาร์นิทีนจะช่วยลดระดับ cholesterol และ triglyceride ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ไม่ดี และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี

* ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย: การใช้แอล-คาร์นิทีนจะทำให้มีความทนทานในการออกกำลังกายมากขึ้น

 

——————————————————————————————————————

Raspberry หรือ ราสเบอรี่

 

รูปผลไม้ราสเบอรี่

 

ถ้าจะตอบแบบอธิบายง่าย Raspberry หรือ ราสเบอรี่ ก็คือผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันมากแถบประเทศอเมริกา แคนนาดา และยุโรปบางประเทศ ประเทศไทยคงไม่มีปลูกถ้าจะหาซื้อผลราสเบอรี่ ก็น่าจะหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆ อย่าง Top supermarket ที่อยู่ตามเซ็นทรัลหรือ Villa supermarket อันนี้มีแน่ ราคาที่ขายกันใส่แพ็คไม่ถึงกิโลดี ขายอยู่ข้างๆองุ่นไฮโซไร้เม็ด หรือพวกเชอรี่อเมริกาลูกใหญ่ๆหวานอร่อยๆ แพ็คนึง 300 กว่าบาท รสชาดอาจไม่ถูกปากคนไทยหรือคนแทบเอเชียเท่าไหร่ เพราะไม่หวานแถมออกแนวเปรี้ยวๆนิดๆ ลูกก็เล็กๆ มีขนนิดๆเหมือนตะขบบ้านเรานี่แหละครับ แต่ทางอเมริกาหรือในวงการแพทย์ทราบดีว่าประโยชน์และคุณสมบัติหลายๆอย่างของผลไม้ชนิดนี้ เมือ่เอามาสกัดให้อยู่ในรูปของฟีนอลธรรมชาตินั่นก็คือ Raspberry ketones ( ราสเบอรี่คีโตน ) ที่เรารู้จักในรูปแบบอาหารเสริมที่ขายดิบขายดีเอามากๆโดยเฉพาะ  เพราะคุณสมบัติของการลดน้ำหนัก กับเป็นสารแอนตี้ออกซิแดน ชลอความแก่ และสามารถทานร่วมกับอาหารเสริมตัวอื่นได้ เพื่อประสิทธิภาพการลดน้ำหนักที่ดี พูดซะขนาดนี้มีใครบ้างล่ะไม่สนใจ แถมออกรายการโทรทัศน์ต่างประเทศเป็นว่าเล่น เอาดร.ชื่อดังต่างๆ มาอธิบายเป็นฉากๆ และก็ได้บทสรุปแบบสั้นๆว่า ผลRaspberry 1 กิโลกรัม นำมาสกัดเป็น Raspbeery ketone ในรูปแบบสารธรรมชาติ 100 % เราจะได้ ราสเบอร์รี่คีโตนเพียง 1-4 มิลลิกรัมโดยเฉลี่ยเท่านั้น พูดกันง่ายๆกินกันเป็น 100 กิโลกรัมเลยกว่าจะได้ raspberry ketones สัก 300 mg

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับ Raspberry ketones กันอย่างคร่าวๆเป็นความรู้นะครับ

ราสเบอร์รี่คีโตนเป็นสารประกอบฟีนอลธรรมชาติที่เป็นสารหอมหลักของราสเบอร์รี่สีแดงโดยจะใช้ในการผลิตน้ำหอมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์และเป็นอาหารเสริมเพื่อปรับ แต่งกลิ่นผลไม้

คุณประโยชน์ของราสเบอร์รี่คีโตน

1.สารนี้ควบคุมโปรตีนที่อยู่ในร่างกายเพื่อ เร่งการเผาผลาญ (เมตาบอลึซึม)และลดขนาดเซลล์ ไขมัน ช่วยเผาผลาญไขมันได้โดยไม่ต้องควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกาย

2. ช่วยเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ไลเปส ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้เป็นพลังงานสลายไขมันตามส่วนต่างของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก แขน ขา ให้กระชับและเฟริมขึ้น

3. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Anti-oxidant) ช่วยรักษาเซลล์จากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซไรด์ในเลือด

4.เป็นสารชลอการชรา (Anti-aging)

5.ลดความอยากอาหาร ปลอดภัย 100% ไม่มีผลข้างเคียง

 

raspberry-ketone-reviews-horz

ลักษณะการทำงานของราสเบอร์รี่ คีโตน แบ่งเป็น 2 ส่วน

• ระดับเซลล์

ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้เป็นพลังงานภายในเซลล์เพิ่มขึ้น จึงทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เมื่อไขมันแตกตัวเส้นเลือดฝอยก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ(สลายไขมันในเซลล์)

• ระดับร่างกาย

จะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินลดการสะสมของไขมันช่วยควบคุมน้ำหนักโดยไม่มีผลข้างเคียง และไม่ก่อให้เกิดโยโย่เอฟเฟ็ค

**ปกติเราจะทานแป้ง( คาร์โบไฮเดรท)เป็นหลัก ร่างกายเราก็จะแปลงคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ไปยังโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสที่สามารถประมวลผลโดยร่างกายเพื่อไปสร้างพลังงานที่จำเป็นในการใช้พลังงานของระบบร่างกายแต่ที่สำคัญ **ถ้าน้ำตาลกลูโคสไม่ได้แปลงเป็นพลังงานก็จะถูกเก็บสะสมในรูปไขมัน และก่อให้เกิดโรคอ้วน

” ราสเบอร์รีคีโตนได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) “

มีรายงานทางวิชาการของนักวิทยาศาสตร์ที่ Ehime มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ค้นพบว่าสารคีโตนพบเฉพาะภายในราสเบอร์รี่สีแดงนั้นมีผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับการลดน้ำหนักเป็นอย่างมากมันได้รับการขนานนามว่า ”MAGIC” จากคณะแพทย์เพราะความสามารถของมันคือเพิ่มการเผาผลาญและลดการผลิตของอนุมูลอิสระภายในร่างกา ผลงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผลของคีโตนจะบังคับให้ร่างกายใช้ไขมันที่เก็บไว้เป็นเชื้อเพลิงราสเบอร์รี่คีโตนจะช่วยสลายไขมันที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ดังนั้นไขมันจึงสามารถสลายออกได้เร็วขึ้นและเผาไหม้ขึ้นได้ง่ายขึ้น